ปรากฎการณ์ลมฟ้าอากาศ


วีดีโอความรู้ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ ลม ฟ้า อากาศ

การเกิดลม ลมคือ อากาศที่เคลื่อนที่ การเคลื่อนที่ของอากาศ เป็นผลเนื่อง จากความแตกต่างของอุณหภูมิสองแห่ง หรือความแตกต่างของความกดอากาศสองแห่ง โดยลม จะพัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูง เข้าสู่บริเวณที่มี ความกดอากาศต่ำ โดยกระแสการไหลของลมจะหยุด หรือความดันของสองจุดมีค่าเท่ากัน อย่างไรก็ตามการ ไหลของลมจะเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากปรากฏการณ์ โคริโอลิส

กระบวนการเกิดลม
เนื่องจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้

1.เนื่องจากความแตกต่าง ของอุณหภูมิสอง แห่ง อากาศเมื่อได้ความร้อนจะขยายตัว อากาศร้อนจึงลอยตัวสูงขึ้น อากาศที่อุณหภูมิ ต่ำกว่าบริเวณข้างเคียง จะเคลื่อนที่เข้าแทนที่ การเคลื่อนที่ของอากาศ เนื่องจากสองแห่งมี อุณหภูมิต่างกันทำให้เกิดลม

2.เนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ อากาศเมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัว ทำ ให้มีความหนาแน่นลดลง และเป็นผลให้ความ กดอากาศน้อยลงด้วย อากาศเย็นบริเวณใกล้ เคียง ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่า จะเกิดการ เคลื่อนที่เข้ามาบริเวณ ที่มีความกดอากาศต่ำ กว่า การเคลื่อนที่ของอากาศ เนื่องจากสอง แห่งมี ความ กดอากาศต่างกัน ทำให้เกิดลม

ลมบกและลมทะเล

 ลมบกและลมทะเล เกิดจากความร้อนซึ่งแตกต่างกันระหว่างบริเวณทะเลและพื้นดิน ตามชายฝั่งในตอนเช้าและ ตอนบ่าย เวลากลางวันผืนแผ่นดินตามชายฝั่งได้รับรังสี จากดวงอาทิตย์ ทำให้มีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณทะเล ดังนั้นอากาศในบริเวณแผ่นดิน จึงมีความแน่นน้อยกว่า และความกดก็ลดลงด้วยจึงลอยตัวขึ้น ดังนั้นอากาศเย็น ตาม บริเวณทะเลจะพัดเข้ามาแทนที่ ลมซึ่งพัดจากทะเลนี้เรียกว่า “ลมทะเล” (sea breeze) ซึ่งเกิดขึ้นในตอน บ่ายและเย็น นอกจากตามชายฝั่งทะเลแล้ว ลักษณะคล้ายลมทะเลนี้อาจจะเกิดขึ้นตามทะเลสาบใหญ่ๆก็ได้ ส่วนมากลมบก (land breeze) นั้นเกิดขึ้นในทิศตรงกันข้ามกับทะเล และมีกำลังแรงน้อยกว่าเก่า คือในตอน กลางคืนพื้นน้ำมีอุณหภูมิสูงกว่าผืนแผ่นดิน ดังนั้นอากาศในบริเวณทะเลซึ่งมีความแน่นน้อยกว่าจะลอยตัวขึ้น อากาศเย็น ในบริเวณแผ่นดินจะพัดออกไปแทนที่จากความรู้เรื่องลมบกลมทะเลนี้ชาวประมงได้อาศัยกำลังของ ลม ดังกล่าวเป็นเครื่องช่วยในการแล่นเรือเข้า หรือออก จากฝั่งได้ดีในการดำเนินอาชีพหาปลาของเขา
สรุป  ลมบกและลมทะเลเป็น ลมบกเกิดในเวลากลางคืน และลมทะเลเกิดในเวลากลางวัน

 ลมทะเล ในเวลากลางวันพื้นดินรับความร้อนได้เร็วกว่าพื้นน้ำ ทำให้อากาศเหนือพื้นดิน มีอุณหภูมิสูงกว่า อากาศเหนือพื้นน้ำ  อากาศเหนือพื้นน้ำหรืออากาศเหนือพื้นน้ำ มีความกดอากาศสูงกว่าอากาศ เหนือพื้นดิน เป็นผลให้อากาศเหนือพื้นน้ำมีความกดอากาศสูงกว่าเคลื่อน ที่เข้าเข้าหา บริเวณพื้นดิน ที่มีความกดอากาศต่ำกว่าหรือเกิดลมพัดจากทะเลเข้าหาฝั่งในเวลากลางวัน

ลมบก  ในเวลากลางคืนพื้นดินคลายได้เร็วกว่าพื้นน้ำ ทำให้อากาศเหนือพื้นดินมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศเหนือ พื้นน้ำ หรืออากาศเหนือพื้นดินมีความกดอากาศสูงกว่าอากาศเหนือพื้นน้ำ เป็นผลให้อากาศเหนือพื้นดิน ที่มี ความกดอากาศสูงกว่าเคลื่อนที่เข้าหาพื้นน้ำที่มีความกดอากาศต่ำกว่า หรือเกิดลมพัดจากบกออกสู่ฝั่งทะเลใน เวลากลางคืน

ลมภูเขา ลมหุบเขา

   ตามบริเวณภูเขาในขณะที่มีระบบลมอ่อน ลมมักจะพัดลงตามลาดของภูเขาในเวลากลางคืน และพัดขึ้นลาด ภูเขาในเวลากลางวันทั้งนี้ เพราะในเวลากลางคืนตามบริเวณภูเขาที่ระดับสูงมีอากาศเย็นกว่าตามที่ต่ำ ความหนา แน่น ของอากาศในที่สูงจึงมีมากกว่าในระดับต่ำลมจึงพัดลงตามเขาเราเรียกลมนี้ว่า ลมภูเขา (mountainwind or mountain breeze) ส่วนในเวลากลางวันดวงอาทิตย์แผ่รังสีให้แก่ภูเขา และหุบเขาทำให้อุณหภูมิของระดับ สูง หรือยอดเขาสูงกว่าอุณหภูมิตามที่ต่ำ หรือหุบเขาความแน่นของอากาศในระดับสูงจึงน้อยกว่า และลอยตัวสูง ขึ้น ฉะนั้นอากาศจากที่ต่ำหรือหุบเขาจึงพัดขึ้นไปแทนที่ เราเรียกว่า ลมหุบเขา (valley wind or valley breeze) ตามธรรมดาแล้วลมภูเขา (พัดลง) ย่อมมีความแรงกว่าลมหุบเขา (พัดขึ้น)

 ลมภูเขา

   ตามบริเวณภูเขาในขณะที่มีระบบลมอ่อน ลมมักจะพัดลงตามลาดของภูเขาในเวลากลางคืนและพัดขึ้นลาดภูเขาในเวลากลางวัน ทั้งนี้เพราะในเวลากลางคืนตามบริเวณภูเขาที่ระดับสูง มีอากาศเย็นกว่าตามที่ต่ำความแน่นของอากาศในที่สูงจึงมีมากกว่าในระดับต่ำลมจึงพัดลงตามเขาเราเรียกลมนี้ว่าลมภูเขา (Mountain wind or Mountain breeze)

 ลมหุบเขา

   ส่วนในเวลากลางวันดวงอาทิตย์แผ่รังสีให้แก่ภูเขา และหุบเขาทำให้อุณหภูมิของระดับสูงหรือยอดเขาสูงกว่าอุณหภูมิตามที่ต่ำหรือหุบเขาความแน่นของอากาศในระดับสูงจึงน้อยกว่าและลอยตัวสูงขึ้นฉะนั้นอากาศจากที่ต่ำหรือหุบเขาจึงพัดขึ้นไปแทนที่เราเรียกว่า ลมหุบเขา (Valley wind or Valley breeze) ตามธรรมดาแล้วลมภูเขา (พัดลง) ย่อมมีความแรงกว่า

   สรุป ลมหุบเขา เกิดขึ้นในเวลากลางวันโดยอากาศตามภูเขาและลาดเขาจะร้อนเพราะได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เต็มที่อากาศที่บริเวณใกล้ภูเขาที่ระดับความสูงเดียวกันซึ่งมีความเย็นกว่าจึงเคลื่อนไปเข้าแทนที่ทำให้มีลมพัดไปตามลาดเขาขึ้นสู่เบื้องบน

  ลมภูเขา เกิดขึ้นในเวลากลางคืน โดยอากาศตามภูเขาและลาดเขาจะเย็นลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการถ่ายโอนความร้อนออกอากาศตามลาดเขาที่เย็นและหนักกว่าอากาศบริเวณใกล้เคียงจึงเคลื่อนไปตามลาดเขาสู่หุบเขาเบื้องล่าง

พายุหมุน

  คือ ลมที่พัดด้วยความเร็วสูงหรือเรียกว่าลมพายุ เกิดจากความกดอากาศสองแห่งแตกต่างมากบางครั้งลมพายุ ที่เกิดขึ้นจะพัดวนรอบจุดศูนย์กลาง และคือ สภาพบรรยากาศที่ถูกรบกวนแบบใดๆก็ตาม โดยเฉพาะที่มีก็ตาม โดยเฉพาะที่มีผลกระทบต่อพื้นผิวโลก ที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงเวลาที่เรากล่าวถึงความรุนแรงของพายุ มัักเราพูดถึงความเร็วที่ศูนย์กลางซึ่งอาจสูงถึง 400 กม. / ชม. ความเร็วของการเคลื่อนตัวทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุ และขนาดความกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวพายุ ซึ่งบอก ถึงอาณาบริเวณที่จะได้รัความเสียหาย จึงเรียกว่า พายุหมุน พายุหมุนที่เกิดในเขตร้อน เรียก ว่า พายุหมุนเขตร้อน ถ้าเกิดนอกร้อน เรียกว่า พายุหมุนนอกเขตร้อน

  พายุหมุนนอกเขตร้อน

 พายุหมุนเขตร้อน

  คือ พายุที่เกิดเหนือทะเล หรือมหาสมุทรในเขตร้อน โดยมีลมพัดหมุนเวียนเข้าสู่จุดศูนย์กลางความกดอากาศ ต่ำเนื่องจากอากาศตรงจุดศูนย์กลางมีความกดอากาศต่ำกว่าบริเวณรอบๆ ทำให้ลมพัดด้วยความเร็วสูงมากมี กำลังมากกำลังลมแรงสูงสุดศูนย์กลางอาจถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (Km/h) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ สามารถ ทำความเสียหายได้รุนแรงและเป็นบริเวณกว้างมีลักษณะเด่น คือมีศูนย์กลางหรือที่เรียกว่าตาพายุเป็น บริเวณที่มีลมสงบอากาศโปร่งใสโดยอาจมีเมฆ และฝนบ้างเล็กน้อยล้อมรอบด้วยพื้นที่บริเวณกว้างรัศมีหลาย ร้อยกิโลเมตร ซึ่งปรากฏฝนตกหนัก และพายุลมแรงพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลาง ดังนั้นในบริเวณที่พายุหมุนเขตร้อน เคลื่อนที่ผ่านครั้งแรก จะปรากฏลักษณะอากาศโปร่งใสเมื่อด้านหน้าของพายุหมุนเขตร้อนมาถึงจะปรากฏลมแรง ฝนตกหนักและ มีพายุฟ้าคะนองลมกระโชกแรงและอาจปรากฏพายุทอร์นาโดในขณะตาพายุมาถึงอากาศจะโปร่ง ใสอีกครั้ง และเมื่อด้านหลังของพายุหมุนมาถึงอากาศจะเลวร้ายลงอีกครั้งและรุนแรงกว่าครั้งแรก

   ข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้กำหนดเรียกชื่อประเภทพายุหมุน โดยใช้ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางเป็นเกณ์ดังตาราง

ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ชื่อพายุหมุนเขตร้อน

ไม่เกิน 61

พายุดีเปรสชั่น

62-117

พายุโซนร้อน

มากกว่า 118

พายุไต้ฝุ่น

ลูกเห็บ

 หมายถึง เกล็ดน้ำแข้งซึ่งมีรูปร่าง และขนาดต่างๆกันแต่มีขนาดโตโดยมากจะเกิด เมื่อมีฝนฟ้าคะนองอย่างแรง เป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่า5เซนติเมตรเกิดขึ้นจาก กระแสในอากาศไหลขึ้น(updraft) และไหลลง (downdraft)ภายในเมฆคิวมูโลนิมบัส พัดให้ ผลึกน้ำแข็งปะทะกับน้ำเย็นยิ่งยวดกลายเป็นก้อนน้ำแข็งห่อหุ้มกัน เป็นชั้นๆ จนมีขนาด ใหญ่ และตกลงมา

 ฝนลูกเห็บมักจะมากับพายุฝนที่รุนแรง และมักจะมีอากาศเย็นโดยที่อุณหภูมิของชั้น อากาศที่อยู่สูงนั้นเย็นกว่า อากาศที่อยู่ต่ำมาก ลูกเห็บขนาดเล็กจะถูกพัดพาสะท้อน ขึ้นลงอยุ่ระหว่างชั้นบรรยากาศที่อากาศเย็นและร้อน เนื่องจากการลอยตัวขึ้นของ อากาศร้อน และแรงดึงดูดของโลก ลูกเห็บที่ลอยตัวอยู่นานก็จะมีขนาดใหญ่ดังนั้น จะเห็นได้ว่าลูกเห็บขนาดใหญ่ ก็อาจเกิดขึ้นได้ในเขต ที่มีอากาศร้อนเนื่องมาจาก การลอยตัวขึ้นที่รุนแรงของ อากาศ ร้อน และยังสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย

 ลูกเห็บส่วนใหญ่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 23 มิลลิเมตรแต่บางทีอาจมีขนาดใหญ่ถึงหลายเซนติ เมตร หรือใหญ่กว่านั้นลูกเห็บขนาดเมล็ดถั่วจนถึงขนาด ลูกกอล์ฟนั้นเป็นขนาดที่พบเห็นได้ทั่วไปเมื่อผ่าลูกเห็บ ออกจะเห็นชั้นหลายๆชั้นซ้อน กันอยู่ จำนวนชั้นบอกได้ว่าลูกเห็บนี้ถูกพัดขึ้นไปสูงขึ้นกี่ครั้งโดยชั้นข้าง ในจะมี สีน้ำเงิน แล้วชั้นต่อไปสีจะจางลงเรื่อยๆ จนถึงสีขาว

การเกิดลูกเห็บ

  ลูกเห็บเกิดจากที่สูงมากจากพื้นโลกกระแสลมแรงพัดพาเม็ดฝนขึ้นไปในกลุ่มเมฆที่ฟ้าคะนองในที่สูงอากาศ เย็นมาก ทำให้เม็ดฝนแข็งตัวยิ่งขึ้นไปสูง ยังมีเกร็ดหิมะเข้ามาเกาะ ม็ดน้ำแข็งครั้นตกลงมาอีกส่วนล่างของกลุ่ม เมฆซึ่งเย็นน้อยกว่าด้านบน ความชื้นเข้าไปห่อหุ้มเม็ดน้ำแข็ง แล้วกระแสลมก็พัดเอาเม็ดน้ำแข็งกลับขึ้น ไปด้าน บนของกลุ่มเมฆอีกที่อุณหภูมิความชื้นรอบๆเม็ดน้ำแข็งพอกเพิ่มเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เม็ด น้ำแข็งก็โตขึ้นอีกนิด

เม็ดน้ำแข็งลอยสูง แล้วตกลงมาวนซ้ำไปมาหลายครั้งในกลุ่มเมฆในขณะเดียวกัน เม็ดน้ำแข็งสะสมความชื้น ที่ด้านล่าง ซึ่งต่อไปจะแข็งตัวในที่สูงเย็นด้วยกระบวนการ เช่นนี้เม็ดน้ำแข็งก็ใหญ่ขึ้นทุกทีเมื่อใดที่มันใหญ่กว่า กระแสลมพายุจะพยุงมันไว้ได้ มัน ก็จะ ตกจากอากาศลงยังพื้นดิน เรียกว่า ลูกเห็บ ถ้าเราทุบก้อนลูกเห็บโตๆที่ เพิ่งตกถึงพื้นให้แตกครึ่ง เราจะเห็นภายในลักษณะเป็นวงชั้นน้ำแข็ง ซึ่งแสดงถึงการก่อเกิดลูกเห็บ

   แต่ไม่ว่าลูกเห็บจะเกิดจริงๆ ยังไง เวลาหล่นตุ้บลงมาก็ทำให้หลังคาสังกะสีทะลุ ต้นไม้หักเสียหาย หรือคนหัว ร้างข้างแตกได้สบายๆ ในประเทศไทยลูกเห็บมักเกิดขึ้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนพฤษภาคม โดย เฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สถิติของลูกเห็บที่หนักที่สุดในโลกนั้น ตกที่ เมืองคอฟฟีย์วิลล์ (Coffeyville) รัฐแคนซัส ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2513 โดยหนักถึง 770 กรัม (หรือ 1.7 ปอนด์) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 14.5 เซนติเมตร (5.7 นิ้ว) ส่วนลูก เห็บที่ขนาดใหญ่ที่สุดนั้นตกที่ ออโรรา (Aurora) รัฐเนบราสกา ในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2546 ซึ่งมีเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 17.8 เซนติเมตร(7 นิ้ว) แต่มีน้ำหนักน้อยกว่าอาจเนื่องมาจากมีบางส่วนแตกหลุดไปในระหว่างตก กระทบบ้าน

หมอก (Fog)

 คือ เมฆที่เกิดในระดับใกล้พื้นดิน ซึ่งทำให้ทัศนวิสัยหรือการมองเห็นเลวลง เป็นอันตรายต่อการจราจรทั้งทาง บกและทางอากาศ ในวันที่มีอากาศชื้น และท้องฟ้าใส พอตกกลางคืนพื้นดินจะเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ไอน้ำ ในอากาศเหนือพื้นดินควบแน่น เป็นหยด หมอกซึ่งเกิดขึ้นโดยวิธีนี้จะมีอุณหภูมิต่ำ และมีความหนาแน่นสูงเคลื่อนตัวลงสู่ที่ต่ำ และมีอยู่อย่างหนาแน่นในหุบเหว

  เมื่ออากาศอุ่นมีความชื้นสูง ปะทะกับพื้นผิวที่มีความหนาวเย็น เช่น ผิวน้ำในทะเล สาบอากาศจะควบแน่น กลายเป็นหยดน้ำ ในลักษณะเช่นเดียวกับหยดน้ำซึ่งเกาะอยู่รอบแก้วน้ำแข็ง เมื่ออากาศร้อนซึ่งมีความชื้นสูง ปะทะกับอากาศเย็น ซึ่งอยู่ข้างบน แล้วควบแน่นเป็นหยดน้ำ เช่น เวลาหลังฝนตกไอน้ำที่ระเหยขึ้นจากพื้นถนน ซึ่งร้อน ปะทะกับอากาศเย็น ซึ่งอยู่ข้างบน แล้วควบแน่นกลายเป็นหมอกหรือไอน้ำจากลมหายใจเมื่อปะทะกับ อากาศเย็นของฤดูหนาว แล้วควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำเล็กๆ ให้เรามองเห็นเป็นควันสีขาว

  หมอกที่เกิดจากการแผ่รังสี (Radiation Fog) เรียกอีกอย่างว่า Ground Fog เกิด ขึ้นเหนือพื้นดินที่เย็นลง จากการสูญเสียความร้อนในช่วงกลางคืน เมื่ออากาศระดับ ใกล้พื้นดินเย็นกว่าอากาศที่ปกคลุมอยู่ด้านบน และมี ความชื้นที่เหมาะสมจะเกิดหมอกชนิดนี้ขึ้น และมักจะเกิดครอบคลุมพื้นที่กว้าง

   หมอกที่เกิดจากการพาความร้อน ( advectionfog ) หมอกที่เกิดในชั้นต่ำของมวลอากาศซึ่งเคลื่อนที่ไปบน ผิวพื้นที่เย็นกว่าจนทำให้อุณหภูมิของอากาศข้างล่างลดลงต่ำกว่าอุณหภูมิจุดน้ำค้าง

   หมอกลาดเนินเขา (upslopefog)เกิดจากมวลอากาศเคลื่อนที่ไปบนภูมิประเทศที่เป็นที่ลาดชันมวลอากาศนี้ จะเย็นลงโดยกระบวนการอะเดียบาติกและมักจะเกิดหมอกทางเหนือลมของบริเวณที่ลาดชันเนินเขาหรือภูเขา

ฝน

   คือ หยาดน้ำฟ้าที่มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากพอที่จะชนะแรง ต้านอากาศ และตกสู่พื้นโลกได้ โดยไม่ระเหยเป็นไอน้ำเสียก่อน ขณะที่อยู่ใต้ระดับควบแน่น ซึ่งเป็นลักษณะเป็นเม็ดของเหลว มี เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 มิลลิลิตร เกิดจากไอน้ำกลั่นตัวเป็นสายของ น้ำแล้วรวมตัวกัน มีขนาดโตจนมีน้ำหนักมากพอที่ตกลงสู่พื้นโลก ยิ่งหยาดน้ำมีขนาดโตเท่าใด ก็ยิ่งลงสู่พื้นเร็วเท่านั้น ขนาดที่ลมพัด ผ่านภูเขา ไอน้ำที่ระเหยมาจากทะเลและพื้นดิน ก็จะลอยตามลมสูง ขึ้นไปบนฟ้าด้วย ยิ่งลอยสูงขึ้น อากาศก็ยิ่งเย็นลง ขณะที่อากาศ เย็นลง ไอน้ำที่อยู่ในอากาศก็จะกลั่นตัวรวมกันเป็นหยดน้ำเล็กๆ เกาะกลุ่มรวมกัน เป็นเมฆลอยอยู่ในอากาศ เมื่อหยดน้ำเล็กๆ รวม ตัวกัน และมีขนาดโตขึ้น ก็กลายเป็นเม็ดฝนตกกลับมาลงสู่พื้นดิน หรือในทะเลอีกครั้งหนึ่ง การหมุนเวียนเช่นนี้ เรียกว่า วัฏจักรของน้ำ (Water Cycle)

วัฏจักรของน้ำ

  น้ำบริเวณพื้นผิวหน้าในทะเลและมหาสมุทร เมื่อถูกความร้อนจากดวงอาทิตย์จะระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้น ไปในบรรยากาศไอน้ำ บางส่วนอาจถูกพัดพาเข้ามายังแผ่นดิน เมื่อกระทบกับอากาศที่เย็นจะกลายเป็นหยดน้ำ เล็กๆ และรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ เมื่อ ก้อนเมฆลอยสูงขึ้นหยดน้ำภายในก้อนเมฆจะรวมตัวกันใหญ่ ขึ้นแล้วตกลง มาเป็นฝน  น้ำฝนที่ตกลงมานั้นบางส่วนระเหยกลับสู่บรรยากาศบางส่วนจะไหลอยู่ในลำธารและกลับสู่ทะเลบาง ส่วนไหลจมลงในดิน และถูกซับไว้ บางส่วนถูกพืชใช้ไป และถ่ายสู่บรรยากาศ โดยการคายน้ำทางใบพืชบาง ส่วนถูกพืชดูดซับไว้ และจะกลับสู่ บรรยากาศอีกครั้งหนึ่งเมื่อพืชตาย และมีการเน่าเปื่อยโดยปกติวัฏจักรของน้ำ จะอยู่ใน ภาวะที่สมดุลอยู่เสมอเมฆ กล่าวคือ เมฆปริมาณน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอจากทะเล และมหาสมุทรเมื่อ ถูกพัดพาเข้าสู่แผ่นดินแล้วตกลงมาเป็นฝนเมฆ ในที่สุดจะไหลกลับสู่ทะเลในปริมาณเดียวกันเสมอ

   เมื่ออุณหภูมิของอากาศบนพื้นผิวลดต่ำกว่าจุดน้ำค้าง ไอน้ำในอากาศจะควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ เกาะบนใบ ไม้ ใบหญ้าเหนือพื้นดิน บนอากาศก็เช่นกัน ไอน้ำต้องการอนุภาคเล็กๆ ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศเป็น “แกนควบ แน่น” (Condensation nuclei) แกนควบแน่นเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ (Hygroscopic) ดังเช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ หรืออนุภาคเกลือ ซึ่งมีขนาดประมาณ 0.0002 มิลลิเมตร หากปราศจากแกนควบแน่นแล้ว ไอน้ำบริสุทธิ์ไม่สามารถควบแน่นเป็นของเหลวได้ ถึงแม้จะมีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 100% ก็ตาม

ฟ้าร้อง

  คือเสียงที่เกิดจากเหตุการณ์ฟ้าแลบ ซึ่งขึ้นกับลักษณะของฟ้าแลบและระยะห่างของผู้สังเกตด้วย โดยอาจ เป็นเพียงเสียงแหลมบางเหมือนของแตก ไปจนถึงเสียงคำรามต่ำๆ ยาวๆ ทั้งนี้เนื่องจากฟ้าแลบ ทำให้ความดัน และอุณหภูมิของอากาศเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้อากาศรอบๆ บริเวณนั้นเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทำ ให้เกิดคลื่นโซนิคซึ่งสร้างเสียงฟ้าร้องขึ้น  แล้วเสียงที่เกิดขึ้น เนื่องจากอากาศขยายตัวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เพราะความร้อนที่เกิดจากฟ้าแลบ และเกิดจากการที่ก้อนเมฆลอยตัวไปแล้วเสียดสีกับบรรยากาศ หรือเสียดสี ระหว่างก้อนเมฆด้วยกันทำให้เกิดการ สะสมไฟฟ้าสถิตในตัวก้อนเมฆมากทำให้ก้อนเมฆมีศักดิ์ไฟฟ้าสูงตั้งแต่   10-100 MV เมื่อสะสมไว้มากก็เกิดความเครียดของสนามไฟฟ้า เมื่อความเครียดของสนามไฟฟ้าถึงขั้นวิกฤตก็ต้อง ปลดปล่อยโดยการดิสชาร์จระหว่าง ก้อนเมฆกับพื้นโลกเลยเกิดเป็นฟ้าผ่า(Ground Flash)แต่ถ้าดิสชาร์จ ระหว่างก้อนเมฆกับก้อนเมฆ เรียกว่า ฟ้า แลบ (air Discharge) ลำแสงฟ้าผ่ามี อุณหภูมิสูงถึง 30000 องศาเคลวิน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ฟ้าผ่าลงที่ใดก็ เกิดไฟไหม้สิ่งนั้นทันที

ฟ้าผ่า

 คือ การปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล พร้อมกับแสงจ้าตามด้วยเสียงกัมปนาทของฟ้าร้องฟ้าผ่า อาจมีความยาวได้ถึง 8 กิโลเมตร ทำให้อุณหภูมิอากาศสูงขึ้นถึง 27,200เซลเซียส (50,000 ฟาเรนไฮต์) และ มีความต่างศักย์ถึง 100,000,000 โวลท์ ฟ้าผ่าโดยทั่วไปเกิดขึ้นใช้เวลา 1/4 วินาที และประกอบไปด้วยการ ปล่อยไฟฟ้าจำนวน 3-4 สาย (stroke) แต่ละสายมีอายุประมาณไม่กี่ 1/1000 วินาที การประมาณว่าเกิดฟ้าผ่า ลงสู่โลกของเรา โดยเฉลี่ย 100 ครั้ง/วินาที ฟ้าผ่าสามารถฆ่าคนได้ และเป็นสาเหตุของหัวใจวาย ฟ้าผ่าไม่ได้ เกิดจากพายุฝน คะนองเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ, ไฟป่าที่รุนแรง, การระเบิดของระเบิดนิว เคลียร์บนพื้นดิน, พายุหิมะที่รุนแรง, และในพายุเฮอริเคนขนาดใหญ่

การเกิดฟ้าผ่า

 ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยเริ่มจากการก่อตัวของเมฆฟ้าผ่า (Cumulonimbus Cloud) ที่มีทั้งประจุบวกและลบอยู่ในก้อนเมฆ เมื่อการสะสมประจุมากขึ้นก็ทำให้ศักดาไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน  มีการพัฒนาเพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่ทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าปริมาณมหาศาลระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดินที่เรียกว่า ฟ้าผ่า

  อากาศเป็นฉนวนไฟฟ้ามันจะไม่ยอมให้ประจุต่างๆ เคลื่อนที่ผ่านมันได้โดย ง่าย ดังนั้น เมื่อประจุไฟฟ้าบนเมฆ จะเคลื่อนที่ลงสู่พื้นดินมัน จะต้องมีปริมาณ ที่สูงมาก โดยประจุเหล่านี้จะสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น จะทำให้ อากาศซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้าแตกตัวเป็นไอออนชั่วคราว โดยที่อากาศที่แตกตัวนี้ จะลักษณะเป็นท่อผอมๆ ยาวๆ โดยทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 50 เมตร เมื่อท่อนี้เกิดขึ้นประจุก็จะมีการถ่ายเทไปอีกจุดหนึ่ง เมื่อถ่ายเทเสร็จ แล้วก็จะทำให้เกิดการแตกตัวของอากาศที่ใหม่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ เดิมที่เป็นท่อ เล็กๆ มีความยาวประมาณ 50 เมตร ดังนั้นการเกิดขึ้นของฟ้าฝ่าจะเป็นไปใน ลักษณะทีละขั้นทีละขั้น โดยแต่ละขั้นจะใช้เวลาประมาณ 0.000005 วินาที เนื่องจากแต่ละขั้นเกิดขึ้นเร็วมาก เราจึงเห็นการเกิดขึ้นของฟ้าผ่่า เป็นเหตุ การณ์ต่อเนื่อง และ เกิดขึ้นเร็วมาก มีของน่าสังเกตุอย่างหนึ่งที่ว่า แต่ละขั้น ของการทำให้อากาศแตกตัวเป็นไออนนี้ ท่อดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอยู่ในแนว ดิ่งเสมอไป ความจริงแล้วมันอยู่ในทิศทางไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับค่าของการนำ ไฟฟ้าในอากาศ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของอากาศในที่นั้นๆ ดังนั้นเราจึงเห็นฟ้าผ่่าในรูปแบบต่างๆ มิใช่ฟ้าผ่าในแนว ดิ่ง แต่เป็นรูปร่าง ที่แตกกิ่งก้านสาขาไปอย่างสวยงาม โดยส่วนใหญ่ฟ้าผ่่าจะเกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุลบ ด้านล่างของเมฆ ลงสู่ดิน แต่การถ่ายเทประจุบวกลงสู่ดิน ที่ทำให้เกิดฟ้าฝ่า ก็เกิดได้เช่นเดียวกัน

การป้องกันการโดนฟ้าผ่า

 เพื่อความปลอดภัยจากฟ้าผ่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ทุ่งนา สนามกอล์ฟ สระน้ำ เป็นต้น แต่ หากเลี่ยงไม่ได้…ปฏิบัติดังนี้

กรณีอยู่ที่โล่งแจ้ง

  • อย่าอยู่รวมกลุ่ม
  • อย่าอยู่ใต้ต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ หากมีต้นไม้รวมเป็นกลุ่มให้เลือกต้นเตี้ยๆ
  • อย่าอยู่ที่สูง หรือชูของสูง เช่น ร่ม เบ็ดตกปลา ถุงกอล์ฟ
  • ถอดวัตถุที่เป็นโลหะออกจากร่างกาย
  • อย่าอยู่ในสระน้ำหรือแหล่งน้ำ
  • อย่าอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงวัตถุที่เป็นโลหะ

    ที่สำคัญอย่านอนราบ แต่ให้นั่งยองๆ เท้าชิด มือปิดหู เขย่งปลายเท้า ซึ่งเป็น ท่านั่งลด อันตรายจากฟ้าผ่า ลดความเสี่ยงกรณีกระแสจากฟ้าผ่าไหลมาตามพื้น

กรณีอยู่ในรถ

  • อย่าสัมผัสส่วนที่เป็นโลหะ โดยนั่งกอดอกหรือวางมือบนตัก
  • ปิดหน้าต่างทุกบาน
  • อย่าจอดใต้ต้นไม้ใหญ่
  • อย่าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรืออุปกรณ์แฮนด์ฟรี

กรณีอยู่ในอาคาร

  • ปิดประตูหน้าต่าและเข้าไปอยู่ในห้องชั้นใน ซึ่งปลอดภัยกว่าห้องที่มีทางออกภายนอก
  • หลีกเลี่ยงจุดที่ไฟสามารถวิ่งเข้าถึงได้ผ่านสายไฟ สายอากาศ สายโทรศัพท์ และท่อน้ำ
  • ถอดสายไฟ สายอากาศ สายโทรศัพท์ สายโมเด็ม ก่อนเกิดฝนฟ้าคะนอง
  • อย่าใช้โทรศัพท์แบบมีสายในอาคาร เนื่องจากกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะวิ่งผ่านอุปกรณ์ ด้านนอก
    อาคารที่ต่อกับสายโทรศัพท์ แล้วเข้ามาทำอันตรายผู้ใช้โทรศัพท์ได้โดยตรง

สัญญาณเตือนฟ้าผ่า

  • สัญญาณจากร่างกาย เมื่อรู้สึกขนลุก หรือเส้นผมตั้งขึ้น แสดงว่ากำลังเสี่ยงถูกฟ้าผ่า เนื่องจากขนและ
    เส้นผมถูกเหนี่ยวนำอย่างแรง
  • สัญญาณ 30/30 โดยเลข 30 แรก หมายถึง หากเห็นสายฟ้าแลบ แล้วตามด้วยเสียงฟ้าร้องในเวลาไม่
    เกิน 30 วินาที แสดงว่าเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ใกล้มาก พอที่ฟ้าผ่าจะทำอันตรายเราได้ ดังนั้นให้หาที่
    หลบที่ปลอดภัยทันที ส่วนเลข 30 หลัง หมายถึง หลังฝนหยุดตก และไม่มีเสียงฟ้าร้องแล้ว ให้หลบอยู่
    ในที่ปลอดภัยอย่างน้อย 30 นาที ทั้งนี้แม้ช่วงท้ายของฝนฟ้าคะนอง และอยู่ห่างในระยะ 30 กิโลเมตร
    แล้วก็อาจเกิดฟ้าผ่าได้
%d bloggers like this: